ตัวแทนผู้ยื่นเอกสารเปิดผนึกสนทนากับเจ้าหน้าที่ในอาคารของหน่วยงานรัฐ

ข้อเรียกร้องถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ร่วมลงชื่อ เรียกร้องให้ยุติโครงการ TH-AI Passport

งบ 1,621 ล้านบาท เพื่อสิ่งที่ของฟรีทำได้ดีกว่า

พวกเราคือคนทำงานสายเทคโนโลยีที่อ่าน TOR ของโครงการ TH-AI Passport แล้วยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าเงินก้อนนี้ซื้ออะไรให้ประเทศ สิ่งที่รัฐกำลังจะแจกคือสิทธิ์เข้าใช้โมเดล AI ของต่างประเทศผ่านหน้าเว็บกลางหนึ่งหน้า ซึ่งคนไทยเข้าถึงรุ่นฟรีของบริการเหล่านั้นได้อยู่แล้ว ที่สำคัญคือเรื่องนี้ยังไม่จบ ตามเอกสารเปิดผนึกที่ยื่นต่อกระทรวงดีอี งานงวดแรกยังอยู่ระหว่างการตรวจรับ และเงินก้อนแรกยังไม่ถูกเบิกจ่าย เสียงของคนจึงยังเปลี่ยนอะไรได้อยู่

ร่วมลงชื่อ

ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที ขอแค่ชื่อจริงกับนามสกุล

ยังไม่สาย

เงินก้อนแรกยังไม่ออกจากคลัง


ตามเอกสารเปิดผนึกที่ยื่นต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้รับจ้างส่งมอบงานงวดที่หนึ่งแล้ว คิดเป็นร้อยละ 20 ของมูลค่าสัญญา หรือราว 324.2 ล้านบาท แต่กระบวนการตรวจรับยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และยังไม่มีการจ่ายเงินออกไป นี่จึงไม่ใช่การคัดค้านเรื่องที่จบไปแล้ว และการทบทวนหรือยกเลิกในชั้นนี้ ยังทำได้โดยไม่ก่อความเสียหายหรือค่าปรับแก่แผ่นดิน

ข้อความจากเอกสารเปิดผนึก อ้างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 97 และ TOR ข้อ 15.4.2 ที่ระบุว่าสำนักงานอาจยกเลิกการจัดจ้างได้หากกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
ข้อความจากเอกสารเปิดผนึก อ้าง มาตรา 97 และ TOR ข้อ 15.4.2

ที่มา: Facebook – การดี เลียวไพโรจน์ (Karndee Leopairote)โพสต์ต้นฉบับ

ทำไมต้องมีหน้านี้ร่วมลงชื่อขอให้ทบทวนโครงการ TH-AI Passport ก่อนผูกงบทั้งก้อน

ห้าเหตุผลที่เราขอให้ทบทวน


หน้าที่สองของเอกสารเปิดผนึก แสดงข้อสังเกตทั้งห้าประเด็นเรียงตามลำดับ ตั้งแต่ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ความไม่คุ้มค่า เกณฑ์การจ่ายเงินตามการใช้งานจริง อธิปไตยทางข้อมูล และการขาดตัวชี้วัดความสำเร็จ
ข้อสังเกตทั้งห้าประเด็น ตามที่ปรากฏในเอกสารเปิดผนึก

ที่มา: Facebook – การดี เลียวไพโรจน์ (Karndee Leopairote)โพสต์ต้นฉบับ

  1. กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ยังตอบคำถามไม่ได้

    หน่วยงานที่จัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้คือ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. ซึ่งอยู่ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตามระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ราคากลางอยู่ที่ 1,645,693,860 บาท มูลค่าที่จัดหาได้อยู่ที่ 1,621,000,000 บาท ประหยัดได้ 1.76% และในก้อนนี้ รายการจัดหาแพลตฟอร์ม generative AI พร้อมโควตาการใช้งาน เป็นรายการเดียวที่มีมูลค่าราว 1,500 ล้านบาท ตามที่ปรากฏในเอกสารราคาอ้างอิง พูดให้ตรงกว่านั้นคือ เกือบทั้งงบประมาณของโครงการ คือการซื้อแพลตฟอร์มเพียงตัวเดียว

    ไม่มีชื่อบริษัทใดปรากฏใน TOR แต่เงื่อนไขในส่วนการตลาดและการประชาสัมพันธ์ถูกเขียนละเอียดผิดสังเกต ตัวอย่างที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือข้อกำหนดเรื่องจอโฆษณาดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อกว่าหนึ่งพันห้าร้อยสาขา ซึ่งมีเอกชนไทยเพียงไม่กี่รายที่ทำได้ครบ ส่วนเป้าหมายผู้ใช้ 5 ล้านคน ก็เป็นตัวเลขที่ตั้งขึ้น ไม่ใช่ความต้องการที่พิสูจน์แล้ว ยังไม่มีเอกสารสาธารณะชุดใดอธิบายว่าตัวเลขนี้ประมาณการมาจากอะไร

    ไทม์ไลน์ทั้งหมดอยู่ในตารางด้านล่าง ทุกบรรทัดมาจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ นับจากวันประกาศแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ถึงวันลงนามสัญญา ใช้เวลาราวห้าเดือน สำหรับโครงการมูลค่าระดับพันหกร้อยล้านบาท เอกสารเปิดผนึกเห็นว่ากระบวนการอนุมัติมีความเร่งรัดอย่างผิดปกติ และมีการแก้ไขเงื่อนไขสำคัญใน TOR ในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ จึงเรียกสิ่งนี้ว่าข้อพิรุธร้ายแรงที่ต้องตรวจสอบให้โปร่งใสก่อนการตรวจรับหรือเบิกจ่าย นั่นเป็นการประเมินของเอกสารฉบับนั้น ส่วนวันที่เป็นของทางการ เราขอให้อ่านแล้วตัดสินเอง

    ที่ยังค้างอยู่คือเอกสารสำคัญหลายชิ้นที่ยังไม่ถูกเปิดเผย ทั้งสัญญาฉบับแก้ไขและรายชื่อคณะกรรมการตรวจรับงานชุดเต็ม และเราไม่ใช่กลุ่มแรกที่ถาม เวทีหารือของสมาคมและองค์กรด้านดิจิทัลสิบหกแห่งก็เรียกร้องให้ทบทวนโครงการนี้เช่นกัน

    ข้อสังเกตราคากลาง มูลค่าที่จัดหาได้ ส่วนต่าง และวันที่ทุกบรรทัดในตาราง มาจากประกาศในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เลขที่โครงการ 68129252015 ส่วนมูลค่าของรายการแพลตฟอร์ม generative AI อ้างอิงตามที่ปรากฏในเอกสารราคาอ้างอิงของโครงการ ซึ่งเรายังไม่ได้เผยแพร่ลิงก์ตรง ดูรายการทั้งหมดในหัวข้อแหล่งอ้างอิง

    หน้าบันทึกการจัดซื้อจัดจ้างในระบบ e-GP แสดงวงเงินงบประมาณ 1,650,000,000 บาท ราคากลาง 1,645,693,860 บาท มูลค่าที่จัดหาได้ 1,621,000,000 บาท และประหยัดได้ 1.76%
    บันทึกในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) เลขที่โครงการ 68129252015ที่มา: ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) กรมบัญชีกลาง

    ไทม์ไลน์การจัดซื้อจัดจ้าง


    17 พ.ย. 2568
    ประกาศแผนการจัดซื้อจัดจ้าง
    15 ธ.ค. 2568
    ประกาศราคากลาง และร่างเอกสารประกวดราคา
    24 ธ.ค. 2568
    ประกาศเชิญชวน
    27 ม.ค. 2569
    สรุปข้อมูลการเสนอราคาเบื้องต้น
    27 ก.พ. 2569
    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคา
    7 เม.ย. 2569
    ข้อมูลสาระสำคัญในสัญญา

    ทุกบรรทัดมาจากระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เลขที่โครงการ 68129252015

  2. จ่ายแพง เพื่อของที่ด้อยกว่าของฟรี

    ข้อเปรียบเทียบที่ตอบยากที่สุด อยู่ในเอกสารเปิดผนึกฉบับนี้เอง หน่วยงานอย่าง OKMD ใช้งบประมาณเพียง 2.4 ล้านบาท แล้วสร้างผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกัน ขณะที่โครงการนี้ใช้งบระดับพันล้าน วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้คือให้คนไทยห้าล้านคนเข้าถึง generative AI รุ่น Pro หรือ Premium แต่ผลการทดลองใช้ที่ระบุไว้ในเอกสารกลับพบว่า ระบบมีคุณภาพต่ำกว่าโปรแกรม generative AI ฟรีที่มีให้ใช้งานกันอยู่ทั่วไป ซึ่งตรงกับที่เราเห็น สิ่งที่ผู้ใช้ได้รับอยู่ในชั้นเดียวกับรุ่นฟรีของ ChatGPT, Gemini และ Claude ที่คนไทยสมัครใช้เองได้วันนี้โดยไม่เสียเงิน

    ในเชิงโครงสร้าง สิ่งที่เหลืออยู่หลังตัดชั้นการตลาดออกไป คือ AI gateway หน้าเว็บกลางที่รวมโมเดลของผู้ให้บริการต่างประเทศไว้ด้วยกัน แล้วส่งคำถามของผู้ใช้ต่อไปให้โมเดลเหล่านั้น ในเวทีหารือของภาคเอกชนด้านดิจิทัลมีการตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า เงินเกือบทั้งโครงการจะไหลออกนอกประเทศในรูปค่าโทเคน และเท่าที่ปรากฏในเอกสารของโครงการ ไม่มี public API ไม่มี sandbox ไม่มีเครดิตสำหรับนักพัฒนา ไม่มีชุดข้อมูลภาษาไทยที่เปิดให้ใช้ต่อ เอกสารเปิดผนึกสรุปเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ ว่าโครงการไม่ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมใดไว้ให้ประเทศหลังจบโครงการ สิบสองเดือนผ่านไป สิทธิ์การใช้งานหมดอายุ สิ่งที่เหลือคือตัวเลขผู้ลงทะเบียนในสไลด์นำเสนอ ไม่ใช่ขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นอย่างถาวร

    หน้าจอระบบ AiPASS TH ที่เปิดให้ใช้งานจริง เป็นหน้าเว็บกลางสำหรับเรียกใช้โมเดล AI ผ่านช่องแชทเดียว
    หน้าจอระบบ AiPASS TH ที่เปิดให้ใช้งานจริง

    ที่มา: Facebook – การดี เลียวไพโรจน์ (Karndee Leopairote)โพสต์ต้นฉบับ

  3. จ่ายตามการใช้งานจริง แต่ไม่มีใครนิยามคำว่าใช้งานจริง

    สัญญาถูกปรับจากการจ่ายเหมาก้อน มาเป็นการจ่ายตามการใช้งาน และต่อมาเป็นการนับผู้ใช้ที่ใช้งานจริงรายเดือน ทิศทางนี้ดีกว่าเดิม แต่เอกสารเปิดผนึกระบุว่ายังขาดความชัดเจนอยู่สี่เรื่องพร้อมกัน คือเกณฑ์การนับจำนวนโทเคน ความหมายของคำว่า Active User วิธีตรวจสอบว่าใครคือผู้ใช้งานจริง และราคากลางต่อหน่วย รายงานของ The Standard และของ MGR Online ก็ระบุตรงกันว่าไม่พบนิยามของผู้ใช้ที่ใช้งานจริงในเอกสารของโครงการ ส่วนบทวิเคราะห์ TOR ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะชี้ว่าเอกสารไม่ได้กำหนดโควตาโทเคนต่อผู้ใช้ไว้เลย ทั้งที่โมเดลระดับ Pro คิดค่าใช้จ่ายตามปริมาณโทเคนที่ใช้

    ต้องพูดให้ตรงว่ามีตัวเลขราคาปรากฏต่อสาธารณะแล้ว ฝ่ายผู้รับงานให้สัมภาษณ์ว่าราว 27 บาทต่อสิทธิต่อเดือน และมีรายงานว่ากำลังเจรจาลงมาที่ราว 25 บาท โดยระบุเองว่ายังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย แต่ตัวเลขที่พูดผ่านสื่อ กับราคากลางต่อหน่วยที่ผูกอยู่ในเอกสารสัญญา ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน สิ่งที่เอกสารเปิดผนึกชี้คืออย่างหลังยังไม่ชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ใช้เบิกจ่ายจริง

    ราคาที่ยังไม่นิ่ง ผูกอยู่กับหน่วยนับที่ยังไม่มีนิยาม และไม่มีวิธีตรวจสอบที่ประกาศไว้ คือส่วนผสมที่เอกสารเปิดผนึกเตือนว่าเสี่ยงต่อการเบิกจ่ายเกินจริง ตราบใดที่ยังไม่มีใครตกลงกันว่าคำว่าใช้งานจริงแปลว่าอะไร ก็ไม่มีใครตรวจสอบได้ว่ารัฐจ่ายไปเท่าไรต่อการใช้งานหนึ่งครั้ง เกณฑ์ที่นิยามทีหลัง คือเกณฑ์ที่ผ่านเสมอ

  4. ข้อมูลของคนไทยห้ามออกนอกประเทศ แต่สถาปัตยกรรมบอกตรงกันข้าม

    TOR ข้อ 2.2 กำหนดให้การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน ต้องเกิดขึ้นภายในประเทศไทย ข้อกำหนดนี้มีเหตุผลรองรับ เพราะบทสนทนาที่คนคนหนึ่งพิมพ์คุยกับ AI ตลอดหนึ่งปี คือข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนที่สุดชุดหนึ่งเท่าที่จะเก็บได้ ทั้งเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ เรื่องการเงิน และความคิดเห็นทางการเมือง

    เราเห็นว่าโครงการที่ส่งมอบจริงไม่ได้ตอบข้อกำหนดนี้ และไม่ใช่เราที่ตั้งข้อสังเกตนี้เป็นกลุ่มแรก บทวิเคราะห์ TOR ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะชี้ว่าการบังคับให้ประมวลผลในประเทศทั้งหมด ขัดกันเองกับการบังคับให้ต้องมีโมเดลชั้นนำระดับโลกอยู่ในระบบ เมื่อบริการหลักคือการส่งคำถามของผู้ใช้ต่อไปยังโมเดลของผู้ให้บริการต่างประเทศ การประมวลผลเนื้อหาย่อมเกิดขึ้นนอกประเทศโดยธรรมชาติของสถาปัตยกรรม สิ่งที่เหลืออยู่ในไทยจึงมีเพียงชั้นบัญชีผู้ใช้และบันทึกการเรียกใช้งาน

    นี่คือเรื่องอธิปไตยทางข้อมูล ไม่ใช่เรื่องเทคนิค คำสั่งทุกบรรทัดที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไป ต้องวิ่งผ่านระบบกลางระบบเดียว การรวมบทสนทนาของคนหลักล้านไว้ที่จุดเดียว เป็นคำถามเชิงธรรมาภิบาลในตัวมันเอง และถ้าข้อกำหนดสำคัญที่สุดข้อหนึ่งใน TOR ไม่ถูกทำให้เกิดขึ้นจริง คำถามที่ต้องตอบก่อนเบิกจ่ายคือ ข้อกำหนดนั้นถูกเขียนไว้เพื่อให้โครงการผ่าน หรือเพื่อให้ประชาชนปลอดภัย

  5. ไม่มีใครบอกได้ว่าโครงการนี้สำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร

    เอกสารเปิดผนึกสรุปเรื่องนี้ไว้ตรงที่สุด ว่าโครงการระดับพันล้านบาท กลับไม่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่วัดผลได้จริงในการยกระดับทักษะ AI ของคนไทย และขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เวทีหารือของสมาคมและองค์กรด้านดิจิทัลสิบหกแห่งตั้งข้อสังเกตเดียวกัน และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยชุดตัวชี้วัดออกมาให้สาธารณะตรวจสอบ

    ยอดผู้ลงทะเบียนไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จ มันวัดการแจก ไม่ได้วัดผลลัพธ์ เมื่อไม่มีเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้ก่อน ผลลัพธ์แบบไหนก็ประกาศว่าสำเร็จได้ทั้งนั้น และเมื่อรวมกับการที่คำว่าผู้ใช้ที่ใช้งานจริงยังไม่มีนิยาม ก็เท่ากับไม่มีทั้งหน่วยวัดและเส้นชัย เราขอให้เปิดเผยตัวชี้วัดก่อนการตรวจรับและก่อนเบิกจ่าย ไม่ใช่หลังจากนั้น

เอกสารเปิดผนึกที่ยื่นต่อกระทรวง


หน้าแรกของเอกสารเปิดผนึก ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เรื่องขอให้ทบทวนและพิจารณาแก้ไขหรือยกเลิกโครงการ TH-AI Passport เรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุวงเงินงบประมาณ 1,621 ล้านบาท
หน้า 1 — เรื่องและวงเงินโครงการ
หน้าที่สองของเอกสารเปิดผนึก แสดงข้อสังเกตทั้งห้าประเด็น ตั้งแต่ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ความไม่คุ้มค่า เกณฑ์การจ่ายเงินตามการใช้งานจริง อธิปไตยทางข้อมูล และการขาดตัวชี้วัดความสำเร็จ
หน้า 2 — ข้อสังเกตทั้งห้าประเด็น
หน้าสุดท้ายของเอกสารเปิดผนึก ระบุข้อเรียกร้องให้ทบทวน ปรับเปลี่ยน หรือยกเลิกสัญญาโครงการโดยเร่งด่วน ส่วนลายมือชื่อผู้ลงนามถูกปิดทับไว้ทั้งหมด
หน้า 3 — ข้อเรียกร้อง (เราปิดทับลายมือชื่อผู้ลงนามไว้ เพื่อป้องกันการนำไปปลอมแปลง)

ที่มา: Facebook – การดี เลียวไพโรจน์ (Karndee Leopairote)โพสต์ต้นฉบับ

เสียงจากผู้เชี่ยวชาญและสาธารณะ


คำถามต่อโครงการนี้ไม่ได้มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้านล่างคือความเห็น รายงาน และการอภิปรายที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ จากนักวิชาการ สื่อมวลชน คนทำงานสายเทคโนโลยี และนักการเมืองหลายพรรค เรารวบรวมลิงก์ไว้ให้อ่านจากต้นทางโดยตรง

การอ้างอิงในหน้านี้ไม่ใช่การรับรองซึ่งกันและกัน และไม่ได้หมายความว่าเจ้าของโพสต์เกี่ยวข้องกับแคมเปญนี้ เรารวบรวมไว้เพื่อให้เห็นว่าข้อสังเกตเหล่านี้ถูกตั้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและจากหลายทิศทาง

ร่วมลงชื่อ


ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที ขอแค่ชื่อจริงกับนามสกุล

เมื่อกดลงชื่อ เราจะเก็บชื่อ นามสกุล และเวลาที่ลงชื่อของคุณ พร้อมข้อมูลป้องกันการปั่นยอดที่เข้ารหัสแบบทางเดียว เพื่อใช้นับจำนวนผู้ร่วมแคมเปญเท่านั้น ชื่อของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ และคุณขอให้ลบข้อมูลได้ทุกเมื่อ

คำถามที่พบบ่อย


ทำไมต้องขอชื่อ-นามสกุล
เพราะรายชื่อที่ไม่มีเจ้าของ ไม่มีน้ำหนักในการยื่นต่อหน่วยงานรัฐ ชื่อและนามสกุลจริงคือสิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้เป็นเสียงของคน ไม่ใช่ตัวนับในหน้าเว็บ เราไม่ขออีเมล ไม่ขอเบอร์โทร ไม่ขอเลขบัตรประชาชน และไม่มีขั้นตอนยืนยันตัวตนใด ๆ เพิ่มเติม
ข้อมูลของฉันถูกเก็บอย่างไร
เราเก็บเพียงชื่อ นามสกุล และเวลาที่ลงชื่อ พร้อมค่าที่ผ่านการเข้ารหัสทางเดียวสำหรับกันการปั่นยอด ซึ่งย้อนกลับไปเป็นหมายเลขไอพีหรืออุปกรณ์ของคุณไม่ได้ ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในฐานข้อมูลของแคมเปญ เราไม่ขาย ไม่แลกเปลี่ยน และไม่ส่งต่อให้ผู้ใด รายละเอียดเต็มอยู่ในประกาศความเป็นส่วนตัวท้ายหน้า
ชื่อของฉันจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะหรือไม่
ไม่ หน้าเว็บนี้แสดงเฉพาะจำนวนผู้ร่วมลงชื่อเท่านั้น และแสดงก็ต่อเมื่อยอดรวมมากกว่าหนึ่งร้อยคน ไม่มีหน้าไหนในเว็บที่แสดงรายชื่อ และไม่มี API สาธารณะที่คืนค่าชื่อผู้ลงชื่อ หากมีการยื่นรายชื่อต่อหน่วยงานรัฐในภายหลัง เราจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าก่อนเสมอ
นี่คือการต่อต้าน AI หรือเปล่า
ตรงกันข้าม พวกเราคือคนที่ใช้ AI ทำงานทุกวันและอยากให้ประเทศไทยลงทุนกับเรื่องนี้มากกว่าเดิม สิ่งที่เราคัดค้านคือวิธีใช้เงิน ไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี งบประมาณ AI ของรัฐควรลงไปที่โครงสร้างพื้นฐาน ชุดข้อมูลเปิดภาษาไทย งานวิจัย และนักพัฒนาในประเทศ ไม่ใช่ค่าไลเซนส์รายปีที่จบลงพร้อมสัญญา
เซ็นสัญญาไปแล้ว ยังทบทวนได้อยู่หรือ
ได้ และนี่คือหัวใจของแคมเปญ เอกสารเปิดผนึกที่ยื่นต่อกระทรวงดีอี ชี้ช่องทางไว้สองทาง ทางแรกคือพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 97 ซึ่งเปิดให้แก้ไขเงื่อนไขของสัญญาได้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ทางที่สองคือข้อสงวนสิทธิ์ใน TOR ข้อ 15.4 และ 15.4.2 ที่ระบุว่าสำนักงานอาจยกเลิกการจัดจ้างได้ หากการจัดซื้อจัดจ้างนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ คำว่าสำนักงานในที่นี้หมายถึง สดช. ซึ่งเป็นคู่สัญญาและเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เมื่อเงินยังไม่ถูกเบิกจ่าย การใช้ช่องทางเหล่านี้จึงทำได้โดยไม่ก่อค่าปรับแก่แผ่นดิน สิ่งที่ยังขาดไม่ใช่อำนาจ แต่เป็นการตัดสินใจ
ใครอยู่เบื้องหลังแคมเปญนี้
กลุ่มคนทำงานสายเทคโนโลยีในไทยที่รวมตัวกันเอง ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ไม่ได้รับทุนจากบริษัทหรือหน่วยงานใด และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เข้าประมูลรายใด แคมเปญนี้ไม่รับบริจาคและไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากค่าโดเมนและค่าโฮสต์ เราอ้างอิงเอกสารและคำแถลงสาธารณะจากหลายฝ่าย ทั้งสมาคมด้านดิจิทัล นักวิชาการ สื่อมวลชน และผู้แทนราษฎร การอ้างอิงแหล่งข้อมูลไม่ได้แปลว่าเราสังกัดหรือสนับสนุนฝ่ายใด และเราไม่ได้ตรวจสอบโครงการนี้ในนามของใครทั้งสิ้น ดูรายการทั้งหมดได้ในหัวข้อแหล่งอ้างอิง
ถ้าอยากถอนชื่อทำอย่างไร
ส่งอีเมลมาที่ stopaipass@gmail.com แจ้งชื่อจริงและนามสกุลให้ตรงกับที่กรอกไว้ตอนลงชื่อ เพราะเราไม่ได้เก็บอีเมลของผู้ลงชื่อไว้ จึงจับคู่จากที่อยู่ผู้ส่งให้ไม่ได้ เราจะลบข้อมูลของคุณออกจากฐานข้อมูลโดยเร็วที่สุด และไม่เกินสามสิบวันตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ถามเหตุผลและไม่มีเงื่อนไข หลังลบแล้วเราจะตอบกลับยืนยันให้ทราบ
ลงชื่อแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อ
เมื่อรายชื่อมากพอ เราจะยื่นสรุปข้อเรียกร้องพร้อมจำนวนผู้ร่วมลงชื่อต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ และเผยแพร่เอกสารที่ยื่นทั้งฉบับบนหน้านี้ เราจะไม่ส่งอีเมลติดตามผลถึงคุณ เพราะเราไม่ได้เก็บอีเมลของคุณไว้ตั้งแต่แรก

แหล่งอ้างอิง


ตัวเลขและข้อเท็จจริงทุกตัวในหน้านี้ ตรวจสอบย้อนกลับได้จากรายการด้านล่าง ทุกรายการมีลิงก์ไปยังต้นทางโดยตรง หากคุณพบเอกสารที่ควรอยู่ในรายการนี้ ส่งมาให้เราได้


ร่วมลงชื่อ